Category: Catholic News

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.1500.844
พระสันตะปาปาร้องขอความเห็นใจเพื่อที่จะต่อสู้กับความหิวโหยและการขาดแคลนอาหาร

ในการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 41 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2019 พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ออกมาร้องขอความเห็นใจจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน โดยอ้างอิงจากเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) 2 ข้อแรกจาก 17 ข้อ คือ “ขจัดความยากจนทุกรูปแบบทุกสถานที่” และ “ขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน” ท่านตรัสว่าปัจจุบันนี้มีผู้คนมากมายที่ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดโดยเกิดจากการขาดความร่วมมือทางสังคมและการเมืองที่ไม่ได้เล็งเห็นว่าปัญหาเหล่านี้คือปัญหาระดับสากล ปัญหาการขาดแคลนอาหารและน้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศยากจนเท่านั้น มันเกิดขึ้นกับพวกเรา กับพี่น้องทุกคน ที่เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเราอย่างสิ้นหวัง ปัญหาการขาดแคลนอาหารและน้ำได้นำไปสู่ปัญหาความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม ปัญหาการอพยพของผู้ลี้ภัย โดยพระสันตะปาปาตรัสว่าตัวเลขของผู้ลี้ภัยที่สูงขึ้นในช่วงหลายปีมานี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาระดับประเทศแต่เป็นปัญหาของมวลมนุษยชาติ พระสันตะปาปาได้มอบข้อเสนอแนะว่าทางเดียวที่จะต่อสู้กับการขาดแคลนอาหารและน้ำคือการลดความสิ้นเปลืองของอาหารและน้ำลง ซึ่งการกระทำนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทางสังคม และท่านได้เล็งเห็นว่าควรสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมในพื้นที่แห้งแล้ง โดยลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและการพัฒนาในด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม พระสันตะปาปาได้เรียกร้องรัฐบาล นักธุรกิจ สถาบันการศึกษา ประชาสังคม และภาคเอกชนต่างๆให้ความร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) หรือองค์กรนานาชาติอื่นๆเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้อย่างน้อยคนยากจนสามารถเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ โดยท่านมีความคาดหวังว่าความหิวโหยจะถูกขจัดไปจากโลกใบนี้เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับโลกละมนุษยชาติต่อไป By Robin Gomes แปลและเรียบเรียงโดย นางสาวเพ็ญพิชา กิจพานิช อ้างอิงจาก https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2019-06/pope-francis-fao-hunger-food-insecurity-migration-agriculture.html

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.1500.844
การศึกษาเกี่ยวกับศาสนาของผู้ใหญ่ในประเทศไอร์แลนด์

จากแหล่งข่าวที่เผยแผ่เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2019 ดร.เบอร์นาแด๊ด สวีทแมน นักวิจัยหลังปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย UCD (University College Dublin) ได้นำเสนองานด้านการวิจัยว่า ที่ศูนย์มาแตร์เดอีสำหรับการศึกษาคาทอลิกที่มหาวิทยาลัย UCD ได้ใช้เวลา 3 ปี ในการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาทางศาสนาสำหรับผู้ใหญ่ในประเทศไอร์แลนด์ เพราะคนส่วนใหญ่ได้เรียนวิชาศาสนาในโรงเรียน แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ได้จบการศึกษาจากโรงเรียน เขาจะมีการศึกษาเรื่องศาสนาและความเชื่อต่อไปอย่างไร โดยการวิจัยนี้จะได้ศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ การพัฒนาและการค้นหาความเชื่อ ผู้ค้นคว้าการวิจัยนี้ หรือ ดร.เบอร์นาแด๊ด สวีทแมน นักวิจัยหลังปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย UCD กล่าวว่า ”เราต้องการศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการศึกษาทางด้านศาสนาและความเชื่อของผู้ใหญ่ในคาทอลิกรวมถึงความเชื่ออื่น ๆ ด้วยเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าในอนาคตพวกเขาต้องการอะไร” มีข้อสมมุติฐานว่าเราเรียนเรื่องความเชื่อหรือศาสนามาเป็นจำนวนมากที่โรงเรียน เมื่อเราจบการศึกษาไป เราคิดว่าการศึกษานั้นเพียงพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาเพิ่ม เธอพบว่าในช่วงเทศกาลมหาพรตพวกผู้ใหญ่ก็ได้เข้าร่วมวจนพิธีกรรมหรือฟังรายการวิทยุจากผู้มีชื่อเสียงมาเล่าประสบการณ์ส่วนบุคคลกับพระเจ้า (Lent Talks) แต่เธอก็ยังพบว่ามีผู้ใหญ่บางกลุ่มต้องการเรียนรู้ในวิธีที่แตกต่างกันออกไป หรือเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองไม่เคยรู้มาก่อน ดร.สวีทแมนชี้ให้เห็นว่าผู้ใหญ่กลุ่มนี้มีความกระหายที่จะเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเชื่อของตัวเอง เธอพบว่าปัญหาข้อหนึ่งในการศึกษาทางด้านศาสนาและความเชื่อของผู้ใหญ่คือการขาดแคลนทักษะการสื่อสารทางภาษาที่ดีพอ เช่น เราจะวางตัวอย่างไรในประเทศไอร์แลนด์เมื่อเราบอกกับผู้คนว่าเรามีความเชื่อ หรือเมื่อเราพูดว่า”ฉันนับถือศาสนา…” แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร ดร.สวีทแมนเน้นย้ำว่าในประเทศที่มีความเชื่อที่หลากหลายอย่างประเทศไอร์แลนด์ การสื่อสารประเภทนี้สำคัญมาก เพื่อที่ว่าคนอื่นจะได้รับทราบถึงค่านิยมของตัวเรา เคารพในสิทธิ์ตัวเรา เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาและรักษาความเชื่อนี้และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปได้ เมื่อถามว่าต้องการเห็นแผนงานอะไรจากการศึกษาค้นคว้านี้ เธอกล่าวว่าต้องการให้เกิดการสร้างชุมนุมขึ้นเพื่อที่จะได้รักษาและพัฒนาความเชื่อในชุมนุม […]

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.750.422
สารวันผู้ยากไร้โลกครั้งที่ 3

ผู้ยากไร้ได้ช่วยชีวิตพวกเราเพราะพวกเขาเผยพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าให้เราได้เห็น   หัวข้อวันผู้ยากไร้โลกครั้งที่ 3 ที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเลือกคือ “เพราะพระองค์ไม่มีวันทรงลืมคนขัดสนเลย ความหวังของคนยากจนจะไม่ล้มเหลวอย่างแน่นอน” (สดด 9:18) ในสารวันผู้ยากไร้โลกซึ่งปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงตรัสว่า คำพูดเหล่านั้นของบทสดุดี “แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ลึกซึ้งที่ว่า ความเชื่อคือสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดในหัวใจของผู้ยากไร้ ความเชื่อช่วยพวกเขากอบกู้ฟื้นฟูความหวังในยามที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรม ความทุกข์และความไม่แน่นอนของชีวิต” ทรงชี้ให้เห็นว่าตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมามีคนรวยและคนจนอยู่เสมอ และในวันนี้ “เราต้องยอมรับการเป็นทาสรูปแบบใหม่ ๆ ของชายหญิงเยาวชนและเด็กหลายล้านคน”  “กี่ครั้งกี่หนที่พวกเราเห็นคนยากจนคุ้ยตามถังขยะเพื่อค้นหาสิ่งที่คนอื่นทิ้งด้วยความหวังว่าจะเจอบางสิ่งบางอย่างเพื่อสวมใส่หรือเพื่อเลี้ยงชีวิต” ในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงให้ความสนใจคนยากไร้อยู่เสมอ “สถานการณ์ของผู้ยากไร้ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้เตือนใจเราให้ไม่อยู่ห่างจากพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับพวกเขาและทนทุกข์ทรมานในพวกเขา เราถูกเรียกให้สัมผัสเลือดเนื้อของพระองค์ในผู้ยากไร้และมุ่งมั่นเสนอตัวรับใช้ นี่เป็นการประกาศข่าวดีอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคนยากจนรวมถึงการพัฒนาด้านสังคมของพวกเขานั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต่างไปจากการประกาศข่าวดีแห่งความรอดเลย ในทางตรงกันข้ามแสดงให้เห็นความสมจริงของความเชื่อของคริสตชนและความถูกต้องทางประวัติศาสตร์” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นประจักษ์พยานถึงความหวังของคริสตชนท่ามกลางกระแสของสังคมในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกระแสบริโภคนิยมซึ่งทำให้ของสิ้นเปลืองเกิดขึ้นเต็มไปหมดเพียงเพื่อตอบสนองคุณภาพชีวิตที่คนทั่วไปคิดว่าดี สิ่งที่จำเป็นในตอนนี้ คือการเปลี่ยนแนวความคิดเพื่อที่เราจะได้รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนจำเป็น เพื่อที่เราจะสามารถมอบเนื้อหาและยืนยันการประกาศอาณาจักรของพระเจ้า” พระองค์ท่านได้ตรัสอีกว่า “ถึงแม้ว่าคนจนจะต้องการสิ่งของ อาทิ เสื้อผ้า หรือ อาหารอุ่นๆ สักมื้อ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความรัก” “พระเจ้าได้เลือกสิ่งที่อ่อนแอเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่แข็งแกร่งได้ละอาย ผู้ยากไร้ได้ช่วยชีวิตพวกเราเพราะพวกเขาเผยพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าให้เราได้เห็น” สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสสรุปว่า “หากศิษย์พระคริสต์ปรารถนาจะเป็นผู้ประกาศ พวกเขาต้องหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่จับต้องได้”  พระองค์ท่านทรงขอให้ชุมนุมคริสตชนทุกแห่งและทุกคนที่รู้สึกถูกกระตุ้นให้เสนอความหวังและการปลอบโยนคนจน “ช่วยกันส่งเสริมวันผู้ยากไร้โลกให้เป็นโอกาสของความมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อว่าจะไม่มีใครถูกกีดกันจากความใกล้ชิดและความน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” […]

Catholic News
2
บริการไปรษณีย์และโทรศัพท์วาติกันส่งเสริมการเผยแพร่ข่าวสารคาทอลิก

สมเด็จพระสันตะปาปา: บริการไปรษณีย์และโทรศัพท์วาติกันส่งเสริมการเผยแพร่ข่าวสารคาทอลิก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ต้อนรับพนักงานและผู้จัดการบริการไปรษณีย์และโทรคมนาคมของนครรัฐวาติกัน ทรงขอบคุณพวกเขาสำหรับงานที่พวกเขาได้ทำ และทรงตรัสบอกให้พวกเขาก้าวออกไปไกลกว่า “เมืองเล็ก ๆ และประชากรกลุ่มเล็ก ๆ ” ของนครรัฐวาติกัน (ประชากรประมาณ1,000คน ข้อมูลปีค.ศ.2017) ทรงตรัสว่า “วาติกันและสันตะสำนัก” ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการสื่อสาร โดยอาศัยการทำงานของสองหน่วยงานนี้ทำให้ผู้คนได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับพระสันตะปาปา และพระสันตะปาปาก็สามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้ การทำงานของพวกเขาเป็นดั่งสะพานที่เชื่อมต่อวัฒนธรรม ศาสนา และสังคมที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการแบ่งปันความรู้สึกและไอเดีย ส่งเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปต่าง ๆ  อำนวยความสะดวกในการการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยภายนอก หากรวมถึงคุณค่าด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรมด้วย ดังนี้จึงพูดได้ว่า แม้บริการไปรษณีย์และโทรศัพท์จะทำงานอยู่ในนครรัฐวาติกัน ประเทศที่เล็กที่สุดในโลกแต่ก็ได้ช่วยพระองค์ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่มาก นั่นก็คือเผยแพร่ข่าวสารจากคริสตชนไปสู่โลก ในที่สุดสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานหลายคนทำงานโดยตรงกับผู้คนและทรงย้ำถึงความสำคัญของการเป็นประจักษ์พยานคริสตชนที่ “เรียบง่ายแต่เฉียบคม”ของพวกเขา การทำงานในวาติกันนั้น ถือเป็นการ“มุ่งมั่นพิเศษในการปลูกฝังความเชื่อ ” รวมถึงนอกพื้นที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเชิญชวนทุกคนทำให้สมาชิกในครอบครัวของตน  “เป็นพระศาสนจักรเล็ก ๆ ที่ซึ่งความเชื่อและชีวิตมีความกลมกลืนกันระหว่างความสุขและความทุกข์ของชีวิตประจำวัน”   https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2019-06/pope-vatican-postal-and-telephone-services-promote-spread-of-ch.html  

Catholic News
1
พระคาร์ดินัลเวเล็ต กล่าวในพิธีรำลึก 75 ปี วัน “ดี-เดย์” ว่า คริสตชนมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

พระคาร์ดินัลเวเล็ต กล่าวในพิธีรำลึก 75 ปี วัน “ดี–เดย์” ว่า คริสตชนมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ เจ้าหน้าที่วาติกันทำพิธีรำลึกวันดี-เดย์ โอกาสครบรอบ 75 ปี ด้วยการเฉลิมฉลองพิธีบูชาขอบพระคุณในมหาวิหารเมืองคอลเลวิลเล-ซูร์-เมอร์ ในนอร์มังดีที่กองทัพพันธมิตรเข้ายึดครองในปี ค.ศ.1944 วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1944 หรือเรียกว่า วันดี-เดย์ คือวันที่กองกำลังพันธมิตรมากกว่า 150,000 นายบุกเข้าฝั่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศสซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยฝรั่งเศสจากการยึดครองของนาซี พระคาร์ดินัล มาร์ก เวเล็ต ประธานสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช ชาวแคนาดา ได้ประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณที่มหาวิหารในประเทศฝรั่งเศส และได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องธำรงรักษาและปกป้องความสงบสุขในโลกที่มีการแบ่งแยกยิ่งทียิ่งมากขึ้น ท่านได้กล่าวกับสำนักข่าววิทยุวาติกันว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมในการเฉลิมฉลองสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงสารแห่งสันติภาพของพระศาสนจักรคาทอลิก พระคาร์ดินัลได้กล่าวว่า พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประณามสถานการณ์โลกปัจจุบันบ่อยครั้งว่า เป็นสงครามโลกครั้งที่สามที่กำลังจะก่อตัวขึ้น เป็นความรับผิดชอบเร่งด่วนของเราที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ การพบปะ และการเสวนา ท่านได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับข้าพเจ้าแล้วการรำลึกถึง 75 ปี วัน “ดี-เดย์” เป็นโอกาสที่จะไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งในมุมมองความเชื่อคาทอลิกและความมุ่งมั่นของพระศาสนจักรคาทอลิกในการเสวนา   https://www.vaticannews.va/en/vatican-city/news/2019-06/d-day-cardinal-ouellet-culture-of-peace-france-commemoration.html      

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.1500.844
โบสถ์คาทอลิกถูกโจมตีที่ประเทศบูร์กินาฟาโซ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2019 กลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธได้บุกโจมตีโบสถ์คาทอลิกในเมืองโทล์ฟ ทางตอนเหนือของประเทศบูร์กินาฟาโซในแอฟริกาตะวันตกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้ก่อการร้ายได้โจมตีระหว่างพิธีบูชามิสซาทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 2 ราย สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้ก่อการร้ายได้สังหารชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 4 รายที่เมืองซิมเทงกา ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน กลุ่มก่อการร้ายได้โจมตีโบสถ์คริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ที่เมืองซิลกัดจิ มีผู้เสียชีวิต 6 คน และในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม บาทหลวง 1 คนและคริสตชน 5 คนได้ถูกสังหารในเมืองดาโบล เชื่อว่าผู้ลงมือเป็นกลุ่มทหารชาวมุสลิมที่ต้องการทำลายความสัมพันธ์ที่สงบสุขระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ในประเทศบูร์กินาฟาโซ มุขนายกธีโอไฟร์ แนร์ (Theophile Nare) ประมุขสังฆมณฑลคายา (The Roman Catholic Diocese of Kaya) กล่าวกับสำนักข่าวนครรัฐวาติกันว่าจากการก่อการร้ายที่เมืองซิลกัดจิ ผู้กระทำน่าจะต้องการกระตุ้นให้เกิดสงครามระหว่างศาสนา ชนชาติขึ้น เชื่อว่าทั้งหมดนี้มาจากกลุ่มหัวรุนแรงชาวมุสลิม สถาบันศึกษายุทธศาสตร์ของแอฟริกา (Africa Centre for Strategic Studies) ระบุว่าการโจมตีภายในแคว้นสิเฮล (แคว้นหนึ่งในประเทศบูร์กินาฟาโซ) ได้เพิ่มจำนวนขึ้น จาก 3 ครั้งในปี […]

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.1500.844
การไถ่บาปไม่ได้ถูกชำระหากแต่เป็นของขวัญ…

ในโอกาสพบคริสตชนทุกวันพุธ (General Audience) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2019 พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้เน้นย้ำถึงกิจการของอัครสาวกในพันธสัญญาใหม่ ท่านกล่าวว่าในบทนี้จะพูดถึงการประกาศข่าวดีซึ่งแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างผู้ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าและพระจิตเจ้าผ่านทางพระวาจาและองค์พระจิต โดยของขวัญที่ประทานโดยพระจิตเจ้านั้นถูกมอบโดยพระเจ้าเองผ่านการไถ่บาป การไถ่บาปไม่ได้ถูกชำระหรือได้มาโดยมีสิ่งตอบแทน มันเป็นของขวัญที่ถูกมอบโดยพระเจ้า พระสันตะปาปาได้กล่าวถึงตอนที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพ ท่านได้ให้คำสัญญาแก่อัครสาวกผ่านทางพระบิดาว่า “ท่านจะถูกล้างบาปโดยพระจิตเจ้า” ซึ่งหลังจากนั้นอัครสาวกรวมถึงพระแม่มารีย์ก็ได้ไปประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้าในห้องชั้นบน (กจ 2:1-13) พระสันตะปาปาได้เน้นย้ำว่าให้หมั่นสวดภาวนาด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยวันที่ 30 พฤษภาคม เป็นวันที่พระศาสนจักรจะเฉลิมฉลองวันที่พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ พระสันตะปาปาได้จบท้ายด้วยคำพูดที่พระเยซูเจ้ากล่าวแก่อัครสาวกก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ว่า”เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว เราจะมาหาท่าน”(ยอห์น 14:18) หากเราเป็นพวกเดียวกับพระเยซูเจ้า ท่านจะทำให้เรารู้สึกว่าท่านมีตัวตนอยู่ในชีวิตเรา ซึ่งนั่นจะไม่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกละทิ้ง แปลและเรียบเรียงโดย นางสาว เพ็ญพิชา กิจพานิช อ้างอิงจาก : https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2019-05/pope-at-audience-salvation-is-not-bought-it-is-a-gift.html

Catholic News
cq5dam.thumbnail.cropped.1000.563
…กล้าและริเริ่มเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา”

เมื่อวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2019 ในโอกาสพบคริสตชนทุกวันพุธ (General Audience) ณ ลานวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม พระสันตะปาปาฟรังซิสได้สรุปบทคำสอนของท่านในคำภาวนาของพระเจ้าหรือที่เรียกว่า “พระบิดา” ที่ท่านได้เริ่มเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ท่านได้ยกตัวอย่างในพันธสัญญาใหม่ที่บทสวดของพระเยซูเจ้ามีการรำลึกถึง”พระบิดา” อาทิ พระวรสารนักบุญมาระโก ที่พระเยซูเจ้าทูลว่า “อับบา (พ่อ) ทุกสิ่งเป็นได้สำหรับพระองค์ ขอโปรดให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มาระโก14:36) เราได้เห็นถึงความเชื่อของพระเยซูเจ้าที่มีต่อพระบิดาท่ามกลางความมืดมิด ความกลัว ความเจ็บปวดรวดร้าวในสวนเกทเสมนี หรือ “และเมื่อพวกท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าพวกท่านมีเรื่องกับใคร จงยกโทษให้คนนั้น เพื่อว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ จะทรงยกโทษความผิดของพวกท่านด้วย” (มาระโก11:25) แม้พระสันตะปาปายังสังเกตว่าบางครั้งพระเยซูเจ้าได้ใช้คำที่ดูห่างไกลจากคำว่า”พระบิดา” เช่น ตอนที่พระเยซูเจ้ากำลังจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ท่านร้องว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” (มัทธิว27:46) คำว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์” แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อพระบิดา ความเชื่อ และคำภาวนา พระสันตะปาปาฟรังซิสยังกล่าวอีกว่าในพันธสัญญาใหม่ ตัวละครตัวแรกที่ปรากฎอยู่ในบทสวดของคริสตชนทุกคนคือพระจิตเจ้า เราไม่สามารถภาวนาโดยไม่มีพระจิตเจ้าได้เลย พระจิตเจ้าช่วยเชื่อมหัวใจของคริสตชนแต่ละคนให้เข้าหาพระเจ้า เพราะฉะนั้นคริสตชนทุกคนสามารถภาวนาได้ในทุกกรณีและท่านได้เน้นย้ำว่าเราควรรำลึกถึงพี่น้อง มนุษยชาติทุกคนที่อยู่ภายใต้พระบิดา […]

Catholic News
0001
นครรัฐวาติกันได้เรียกร้องให้ดูแลวินเซนต์ แลมเบิร์ต

พระคาร์ดินัลเควิน ฟาร์เรล สมณมนตรีใหม่แห่งสมณกระทรวงเพื่อครอบครัวและฆราวาส (The Dicastery for the Laity, Family and Life) และอัครสังฆราชวินเชนโซ ปาเยียร์ (Vincenzo Paglia) เป็นสมณมนตรีของสำนักวิชาการเพื่อชีวิต ได้ออกมาประกาศร่วมกันถึงกรณีของนายวินเซนต์ แลมเบิร์ต ว่าควรดูแลเพื่อที่จะฟื้นฟูเขาให้มีชีวิตต่อ นายแลมเบิร์ต อายุ 42 ปี ประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์เมื่อ ปี ค.ศ.2008 เขาเป็นอัมพาตทั้งตัวและได้รับผลกระทบทางสมองอย่างรุนแรง เขาได้รับการวินิจฉัยจากทางแพทย์แล้วว่าไม่สามารถคิด พูด หรือเคลื่อนไหวได้แม้เขาจะยังสามารถหายใจได้ตามปกติ พระศาสนจักรมีความเห็นว่า แม้เขาจะไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้ว เขายังคงมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่ การที่จะหยุดรักษาเขาโดยการงดให้สารอาหารและน้ำถือว่าเป็นการละเลยชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งเป็นการตัดสินบนความไม่ยุติธรรม ผู้ป่วยสมควรได้รับสารอาหารและน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ ตราบใดที่ผู้ป่วยยังสามารถรับสารอาหารและน้ำได้อยู่ ก็ถือว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อผู้ป่วย พระศาสนจักรหวังว่าการร้องขอนี้จะช่วยชีวิตของนายแลมเบิร์ตไว้ได้ ข่าวนี้ได้แพร่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2019 https://www.vaticannews.va/en/vatican-city/news/2019-05/vatican-declaration-protection-life-vincent-lambert.html

Catholic News
001
พระสันตปาปาฟรังซิสต้อนรับคุณพ่อทอม อุสฮุนนาลิล

คุณพ่อทอม อุสฮุนนาลิล สงฆ์ชาวอินเดียของคณะซาเลเซียน ที่ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่ม ISIS ได้ถูกพามาที่กรุงโรม ด้วยความช่วยเหลือของสุลต่านโอมาน และเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2017 ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ที่วาติกัน คุณพ่อทอม ได้ก้มลงจุมพิตแทบเท้าของพระสันตะปาปา เพื่อขอบคุณที่พระองค์ทรงช่วยประสานงานมานานนับปี ในการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้ ISIS ปล่อยตัวท่าน หลังจากที่คุณพ่อทอมจุมพิตแทบเท้าพระสันตะปาปาแล้ว พระสันตะปาปาทรงพยุงคุณพ่อทอมขึ้นมา แล้วจุมพิตมือของคุณพ่อทอม และขอให้คุณพ่ออวยพรพระองค์ด้วย ทั้งนี้ วาติกันเปิดเผยว่า ตลอด 18 เดือนที่ถูกจับกุมตัว คุณพ่อทอมไม่ได้ถวายบูชาขอบพระคุณเลย แต่ทุกวันท่านสวดภาวนาแบบเงียบ ๆ ไม่เคยขาดเลย